วิธีเบลอใบหน้าพนักงานในรูปให้ปลอดภัยตาม PDPA (คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026)

Suthida Tanapongบล็อกเกอร์ AI และตัดต่อวิดีโอ
วิธีเบลอใบหน้าพนักงานในรูปให้ปลอดภัยตาม PDPA (คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026)

วิธีเบลอใบหน้าพนักงานในรูปให้ปลอดภัยตาม PDPA (คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026)

ปี 2566 มีบริษัทไทยกว่า 127 แห่งถูกร้องเรียนต่อสำนักงาน กคช. เรื่องการใช้ PDPA รูปพนักงานโดยไม่ได้รับความยินยอม โดยค่าปรับสูงสุดอยู่ที่ 380,000 บาทต่อราย

สาเหตุหลักมาจากฝ่าย HR ใช้ภาพถ่ายพนักงานลงเว็บไซต์องค์กร โซเชียลมีเดีย หรือสื่อประชาสัมพันธ์ภายนอก โดยไม่มีแบบฟอร์มขอความยินยอมที่ชัดเจน ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รูปใบหน้าถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูลและการเผยแพร่ภาพทุกครั้ง

แต่หลายองค์กรยังไม่รู้ว่าต้องขอความยินยอมแบบไหน กรณีไหนขอหรือไม่ขอก็ได้ และจะจัดการข้อมูลไวระดับสูงอย่างภาพพนักงานเก่าที่ถ่ายไว้ก่อน PDPA มีผลบังคับใช้อย่างไร บทความนี้รวมแนวปฏิบัติ HR ที่ชัดเจน พร้อมเทมเพลตแบบฟอร์มที่พร้อมใช้งาน และกรณีศึกษาจริงจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลปกป้องสิทธิของเจ้าของข้อมูลและลดความเสี่ยงบทลงโทษ PDPA ได้อย่างมั่นใจ

วิธีการจัดการ PDPA รูปพนักงาน

การจัดการรูปภาพพนักงานให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) เป็นความท้าทายสำคัญของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ในปัจจุบัน ภาพถ่ายใบหน้าถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายคุ้มครอง และบางกรณีอาจเป็นข้อมูลชีวภาพที่มีความอ่อนไหวระดับสูง องค์กรต้องเข้าใจว่าเมื่อใดต้องการขอความยินยอม เมื่อใดสามารถใช้ฐานทางกฎหมายอื่นได้ และจัดการอย่างไรเมื่อพนักงานถอนความยินยอมหรือลาออก

องค์กรส่วนใหญ่ใช้ภาพถ่ายพนักงานในหลายวัตถุประสงค์ — บัตรพนักงาน ระบบเข้า-ออก เว็บไซต์องค์กร โซเชียลมีเดีย การประชาสัมพันธ์ แต่ละวัตถุประสงค์มีข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกัน การละเมิดอาจนำไปสู่บทลงโทษ PDPA ค่าปรับสูงสุด 5 ล้านบาท และความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กร

ด้านล่างนี้คือแนวทางหลักที่ผู้ควบคุมข้อมูลและฝ่าย HR ควรนำไปปรับใช้

1. การขอความยินยอมแบบชัดแจ้ง (Explicit Consent)

การขอความยินยอมเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการเผยแพร่ภาพพนักงานในช่องทางสาธารณะ เช่น เว็บไซต์องค์กร โซเชียลมีเดีย หรือสื่อประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สำนักงาน กคช.) แนะนำให้องค์กรใช้แบบฟอร์มขอความยินยอมที่ระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน

ทำไมต้องขอความยินยอมก่อนใช้รูปพนักงาน: เพราะภาพใบหน้าสามารถระบุตัวตนได้ และเมื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ อาจส่งผลต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูลในด้านความเป็นส่วนตัวและชื่อเสียง PDPA มาตรา 19 กำหนดให้ความยินยอมต้องเป็นการกระทำโดยสมัครใจ เฉพาะเจาะจง และรับทราบข้อเท็จจริง

วิธีการขอความยินยอมที่ถูกต้องตาม PDPA:

ขั้นตอนที่ 1: ร่างแบบฟอร์มที่สอดคล้องกฎหมาย — ใช้เทมเพลตแบบฟอร์มขอความยินยอมที่มีองค์ประกอบครบ 5 ข้อ: (1) วัตถุประสงค์การใช้รูป (2) ระยะเวลาการเก็บรวบรวมข้อมูล (3) สิทธิในการถอนความยินยอม (4) ผลกระทบจากการไม่ให้ความยินยอม (5) ช่องทางติดต่อ DPO (Data Protection Officer)

💡
ตัวอย่างข้อความในฟอร์ม: "บริษัทฯ ขอความยินยอมใช้ภาพถ่ายของท่านบนเว็บไซต์ www.company.co.th และโซเชียลมีเดียของบริษัท เพื่อวัตถุประสงค์ในการประชาสัมพันธ์องค์กรเท่านั้น ท่านสามารถถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อโดยติดต่อ DPO ที่ dpo@company.co.th"

ขั้นตอนที่ 2: ระบุวัตถุประสงค์แยกชัดเจน — ถ้าใช้รูปเพื่อ 3 วัตถุประสงค์ (บัตรพนักงาน + เว็บไซต์ + โซเชียล) ต้องแยกช่องติ๊กให้พนักงานเลือกได้ ความแตกต่างระหว่างการใช้รูปเพื่อวัตถุประสงค์ภายในและภายนอกองค์กรสำคัญมาก — การใช้ภายใน (บัตร ระบบเข้า-ออก) อาจใช้ฐาน "สัญญาจ้าง" แต่การใช้ภายนอก (เว็บไซต์ โฆษณา) ต้องขอความยินยอมแยกต่างหาก

ขั้นตอนที่ 3: เก็บหลักฐานดิจิทัล — ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูล HR ที่บันทึกวันที่ ลายเซ็น และสถานะความยินยอม สแกนเอกสารเก็บเป็น PDF ลิงก์กับไฟล์รูปในระบบ เพื่อพิสูจน์ได้เมื่อสำนักงาน กคช.ตรวจสอบ

ขั้นตอนที่ 4: ทบทวนทุก 2 ปีPDPA ไม่กำหนดอายุความยินยอม แต่แนวปฏิบัติที่ดีคือทบทวนทุก 2-3 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ ส่งอีเมลแจ้งพนักงานและขอยืนยันใหม่

ข้อจำกัด: การขอความยินยอมใช้เวลา ต้องจัดทำเอกสารและติดตามสถานะ พนักงานอาจปฏิเสธหรือถอนความยินยอมภายหลัง ซึ่งองค์กรต้องหยุดการประมวลผลข้อมูลทันที

2. การใช้ฐานทางกฎหมายอื่น (Legitimate Interest)

กรณีที่ไม่ต้องขอความยินยอม — องค์กรสามารถใช้ฐาน "ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย" (Legitimate Interest) หรือ "สัญญาจ้าง" สำหรับการใช้รูปภายในองค์กร เช่น บัตรพนักงาน ระบบ access control ไดเรกทอรีภายใน PDPA มาตรา 24 อนุญาตให้การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยไม่ต้องขอความยินยอม ถ้าจำเป็นต่อการปฏิบัติตามสัญญาหรือประโยชน์ชอบธรรมขององค์กร

วิธีนี้เหมาะกับองค์กรที่ต้องการลดภาระเอกสาร แต่ต้องทำ Legitimate Interest Assessment (LIA) เพื่อพิสูจน์ว่าประโยชน์ขององค์กรไม่ละเมิดสิทธิเจ้าของข้อมูล

แนวทางปฏิบัติสำหรับฝ่าย HR:

ขั้นตอนที่ 1: จัดทำ LIA Document — ประเมินและบันทึก: (1) วัตถุประสงค์ที่จำเป็น (2) ทางเลือกอื่นที่รุกล้ำน้อยกว่า (3) มาตรการคุ้มครอง (4) ผลกระทบต่อพนักงาน เอกสารนี้ต้องเก็บไว้พิสูจน์เมื่อสำนักงาน กคช.สอบถาม

ขั้นตอนที่ 2: อัปเดต Privacy Notice — แจ้งพนักงานในนโยบายความเป็นส่วนตัวว่าองค์กรใช้รูปเพื่อวัตถุประสงค์ใด บนฐานทางกฎหมายใด และสิทธิของเจ้าของข้อมูลมีอะไรบ้าง

ขั้นตอนที่ 3: จำกัดการเข้าถึง — ใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลที่ควบคุม access เฉพาะฝ่าย HR และผู้เกี่ยวข้อง ห้ามแชร์รูปพนักงานในช่องทาง LINE กลุ่มหรืออีเมลส่วนตัว

ข้อจำกัด: ฐาน Legitimate Interest ใช้ได้เฉพาะการใช้รูปภายในองค์กร ไม่สามารถใช้กับการเผยแพร่ภาพสาธารณะ เช่น เว็บไซต์องค์กร โฆษณา หรือโซเชียลมีเดีย กรณีเหล่านี้ต้องขอความยินยอมเสมอ

3. การจัดการรูปพนักงานเก่าที่ถ่ายก่อน PDPA บังคับใช้

แนวทางการจัดการรูปพนักงานเก่าที่ถ่ายไว้ก่อน PDPA มีผลบังคับใช้ (1 มิ.ย. 2565) เป็นปัญหาใหญ่ของฝ่าย HR หลายแห่ง องค์กรมีรูปพนักงานหลายพันรูปในระบบ บางคนลาออกไปแล้ว บางคนไม่สามารถติดต่อได้ PDPA มาตรา 3 กำหนดให้ข้อมูลที่เก็บไว้ก่อนวันบังคับใช้ต้องปรับให้สอดคล้องภายใน 1 ปี (ถึง 31 พ.ค. 2566)

ขั้นตอนที่ 1: แบ่งกลุ่มรูปตามวัตถุประสงค์ — รูปที่ใช้ภายใน (บัตร ระบบ) แยกจากรูปที่เผยแพร่ภายนอก (เว็บไซต์ โซเชียล) กลุ่มแรกใช้ฐาน Legitimate Interest ได้ กลุ่มที่สองต้องขอความยินยอมย้อนหลัง

ขั้นตอนที่ 2: ติดต่อพนักงานปัจจุบัน — ส่งอีเมลหรือแจ้งผ่านระบบ HR ขอความยินยอมย้อนหลังสำหรับรูปที่เผยแพร่อยู่ ใช้แบบฟอร์มขอความยินยอมฉบับย่อที่กรอกออนไลน์ได้ภายใน 2 นาที

ขั้นตอนที่ 3: จัดการรูปพนักงานที่ลาออก — กรณีใบลาออกแล้ว ถ้าติดต่อไม่ได้ ให้การลบข้อมูลรูปออกจากช่

เปรียบเทียบเครื่องมือ: จัดการความยินยอมใช้รูปพนักงาน

ฟีเจอร์OneTrustTrustArcSecuritiCookiebot CMPiubenda
ราคาเริ่ม ~$10,000+/ปี (Enterprise)เริ่ม ~$8,500/ปีเริ่ม ~$15,000/ปีฟรี (basic) / $9+/เดือน (pro)ฟรี (basic) / €27+/เดือน
แบบฟอร์มความยินยอมเทมเพลตครบ 50+ ภาษาเทมเพลตปรับแต่งได้เทมเพลต AI-generatedเทมเพลตพร้อมใช้ 20+ ภาษาเทมเพลต 8 ภาษา
รองรับภาษาไทย✓ รองรับเต็มรูปแบบ✓ รองรับบางส่วน✓ รองรับเต็มรูปแบบ✓ แปลได้ (manual)✓ แปลได้ (manual)
การจัดเก็บบันทึกเก็บหลักฐาน consent พร้อม timestampเก็บ audit trail ครบถ้วนBlockchain-based proofเก็บ consent log 12 เดือน (free)เก็บ consent log ไม่จำกัด (paid)
การถอนความยินยอมระบบถอนอัตโนมัติ + แจ้งเตือนระบบถอนแบบ self-serviceระบบถอนพร้อม data deletionลิงก์ถอนใน cookie bannerฟอร์มถอนออนไลน์
รองรับ PDPA ไทย✓ Template ครบ มาตรา 19-23✓ รองรับ + คำแนะนำ✓ รองรับ + AI compliance checkบางส่วน (ต้องปรับเอง)บางส่วน (ต้องปรับเอง)
แพลตฟอร์มWeb-based + API integrationWeb-based + Mobile SDKCloud + On-premiseWeb-based (SaaS)Web-based (SaaS)
เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ 500+ คนบริษัทข้ามชาติEnterprise ที่ต้องการ automation สูงSME / Startupธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก

คำแนะนำ:

Cookiebot CMP เป็นตัวเลือกฟรีที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก แต่ต้องปรับแต่งเทมเพลตเองให้ตรงกับ PDPA ไทย และ consent log เก็บได้แค่ 12 เดือน

OneTrust คือมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ — ราคาสูงแต่ครอบคลุมทุกข้อกำหนด PDPA มาตรา 19-23 พร้อมเทมเพลตภาษาไทยและระบบ audit trail ครบถ้วน

สำหรับฝ่าย HR ที่ต้องจัดการรูปพนักงาน iubenda ให้ความยืดหยุ่นสูงในราคาที่เข้าถึงได้ (~฿950/เดือน) พร้อมฟอร์มถอนความยินยอมออนไลน์ที่ใช้งานง่าย

FAQ: PDPA รูปพนักงาน — คำถามที่พบบ่อย

FAQ

ถ่ายรูปพนักงานผิด PDPA ไหม?

การถ่ายรูปพนักงานในที่ทำงานไม่ผิด PDPA หากมีวัตถุประสงค์ชัดเจนและได้รับความยินยอมที่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ภาพถ่ายพนักงานถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องขอความยินยอมก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูล ยกเว้นกรณีที่จำเป็นต่อการปฏิบัติตามสัญญาจ้างงาน เช่น รูปถ่ายในบัตรพนักงานหรือระบบ access control ฝ่ายทรัพยากรบุคคลต้องมีแบบฟอร์มขอความยินยอมที่ระบุวัตถุประสงค์การใช้งานชัดเจน เช่น "เพื่อเผยแพร่บนเว็บไซต์องค์กร" หรือ "เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมภายใน"

GDPR กับ PDPA ต่างกันอย่างไร?

GDPR (General Data Protection Regulation) เป็นกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของสหภาพยุโรปที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2018 ส่วน PDPA ของไทยบังคับใช้สมบูรณ์ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2565 ทั้งสองกฎหมายมีหลักการคล้ายกันในเรื่องสิทธิของเจ้าของข้อมูลและการขอความยินยอม แต่ GDPR มีบทลงโทษหนักกว่า — ปรับสูงสุด 4% ของรายได้รวมทั่วโลก ขณะที่ PDPA ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท บริษัทไทยที่มีลูกค้าในยุโรปต้องปฏิบัติตามทั้งสองกฎหมาย โดยเฉพาะการประมวลผลข้อมูลรูปภาพพนักงานและลูกค้า

โพสต์รูปพนักงานบนเว็บไซต์บริษัทผิดกฎหมายไหม?

การเผยแพร่ภาพพนักงานบนเว็บไซต์องค์กรไม่ผิดกฎหมาย หากได้รับความยินยอมที่ถูกต้องตามนโยบายความเป็นส่วนตัว บริษัทต้องให้พนักงานลงนามในแบบฟอร์มขอความยินยอมที่ระบุชัดเจนว่า "รูปจะถูกใช้บนเว็บไซต์ภายนอก" พร้อมระบุระยะเวลาเผยแพร่ เช่น "ตลอดระยะเวลาการจ้างงาน" พนักงานมีสิทธิในการถอนความยินยอมได้ตลอดเวลา และบริษัทต้องลบรูปภาพออกจากเว็บไซต์ภายใน 30 วัน กรณีพนักงานยื่นใบลาออกแล้ว HR ต้องสอบถามว่าต้องการให้ลบรูปออกจากเว็บไซต์หรือไม่ หากไม่ลบอาจถูกร้องเรียนต่อสำนักงาน กคช. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล)

แบบฟอร์มขอความยินยอมใช้รูปพนักงานต้องมีอะไรบ้าง?

แบบฟอร์มขอความยินยอมที่ถูกต้องต้องระบุ 5 ข้อหลัก: (1) วัตถุประสงค์การใช้งานชัดเจน เช่น "เผยแพร่บนเว็บไซต์บริษัทและโซเชียลมีเดีย" (2) ระยะเวลาการเก็บข้อมูล (3) สิทธิในการถอนความยินยอม (4) ช่องทางติดต่อ DPO (Data Protection Officer) (5) ลายเซ็นพนักงานพร้อมวันที่ ห้ามใช้ความยินยอมแบบ opt-out (ติ๊กถูกไว้ให้ล่วงหน้า) ต้องให้พนักงานติ๊กเองทุกครั้ง ตัวอย่างแบบฟอร์มที่ผิด: "บริษัทขอใช้รูปพนักงานในทุกกิจกรรม" (วัตถุประสงค์กว้างเกินไป) ตัวอย่างที่ถูก: "บริษัทขอใช้รูปในกิจกรรม Team Building วันที่ 15 ม.ค. 2026 บนเว็บไซต์และ Facebook เพจ เป็นระยะเวลา 2 ปี"

พนักงานลาออกแล้ว บริษัทต้องลบรูปออกจากเว็บไซต์ไหม?

บริษัทไม่จำเป็นต้องลบรูปพนักงานเก่าทันทีหลังใบลาออก หากแบบฟอร์มขอความยินยอมระบุระยะเวลาชัดเจน เช่น "ใช้ได้ 3 ปีหลังการจ้างงานสิ้นสุด" แต่หากพนักงานส่งคำขอถอนความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรถึง HR หรือ DPO บริษัทต้องลบข้อมูลภายใน 30 วัน ตามสิทธิของเจ้าของข้อมูลในมาตรา 30-33 กรณีไม่ลบอาจถูกร้องเรียนต่อสำนักงาน กคช. และเสี่ยงโทษปรับสูงสุด 5 ล้านบาท วิธีที่ดีที่สุด: HR ควรสอบถามพนักงานทุกคนก่อนลาออกว่า "ต้องการให้ลบรูปออกจากเว็บไซต์หรือไม่" และบันทึกคำตอบเป็นหลักฐาน หากต้องการปกป้องตัวตนในรูปเก่าที่ลบไม่ได้ (เช่น รูปกิจกรรมหมู่) ใช้ Blur.me เบลอใบหน้าอัตโนมัติภายใน 3 วินาทีต่อรูป

การจัดการรูปพนักงานตาม PDPA ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นการสร้างความไว้วางใจและปกป้องสิทธิส่วนบุคคล องค์กรที่มีนโยบายความเป็นส่วนตัวที่ชัดเจน ขอความยินยอมอย่างถูกต้อง และเบลอข้อมูลระบุตัวตนก่อนเผยแพร่จะลดความเสี่ยงค่าปรับสูงสุด 5 ล้านบาทและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี หากคุณต้องการเบลอใบหน้าหรือข้อมูลส่วนบุคคลในรูปภาพจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เครื่องมือ AI สามารถประมวลผลอัตโนมัติได้ภายในไม่กี่วินาที

Free to start

สำหรับองค์กรที่ต้องการปกป้องข้อมูลพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพ

AI auto-detects and blurs all faces in your video. No install, no manual tracking.

Learn More About Blur.me
BlurMe Preview